เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี
2475 สว ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “พี่เลี้ยง” แก่ สส ที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่
แต่เนื่องจากสมัยนั้นการศึกษาของประชาชนยังไม่ทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
สส ส่วนใหญ่จึงยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และการตรากฎหมาย สว จึงเป็น “สภาพี่เลี้ยง” ของ สส โดยมีที่มาจากการแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาต่าง
ๆ ในลักษณสหวิทยาการ (interdisciplinary)
ต่อมา เมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมากขึ้น
จึงมีการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงที่มาของ สว จาก สว แต่งตั้ง เป็น สว
เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อย่างเดียวกับ สส
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อเรียกร้องที่ว่านี้ก็คือ
แนวคิดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ สว ยังคงเป็นอย่างเดิม คือ เป็นสภาพี่เลี้ยงของ สส
แต่ให้ สว มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเองอยู่ว่า
แล้ว สว ต่างจาก สส อย่างไร เพราะต่างก็มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเหมือน ๆ
กัน ยิ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ให้อำนาจแก่ สว ในการ
“ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ด้วย ยิ่งทำให้ไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานได้ว่า
เหตุใด สส ไม่มีอำนาจเช่นว่านั้น ทั้งที่มีที่มาเหมือน ๆ กัน
นอกจากนี้ การกำหนดให้
สว ต้องมาจากเลือกตั้ง แต่ไม่สังกัดพรรคการเมือง กลับทำให้ สว ต้องแอบอิงกับระบบการเมืองโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เนื่องจากการเลือกตั้งทั่วไปนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สมัครต้องมีฐานคะแนนเสียงเพื่อประกันว่าตนจะได้รับเลือก
แต่เมื่อ สว มิได้สังกัดพรรคการเมือง จะเอาฐานคะแนนเสียงมาจากไหน การบังคับที่ไม่เป็นธรรมชาตินี้เองที่ทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม
ผู้สมัคร สว ส่วนใหญ่จึงมักมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองแบบ “ลับ ๆ ล่อ ๆ”
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงยากเย็นนักที่ สว จะมีความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่
แม้หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ
สว โดยใช้ระบบผสม กล่าวคือ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนส่วนหนึ่ง กับ สว สรรหา
อีกส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากแนวคิดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ สว ยังคงเป็นอย่างเดิม
คือ เป็นสภาพี่เลี้ยงของ สส และยังมีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ปัญหาแบบเดิมก็ยังคงมีอยู่ โดย สว เลือกตั้ง ยังคงอิงกับระบบการเมือง แถมเกิดปัญหาใหม่ขึ้นอีก
2 ปัญหา ประการแรก มีการกล่าวหาว่า สว สรรหา ขาดความยึดโยงกับประชาชน
และมีการยกปัญหานี้ในการโจมตีการปฏิบัติหน้าที่ของ สว สรรหา ตลอดมา อีกประการหนึ่ง
การแทรกแซงทางการเมืองทำให้เกิดความขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ระหว่าง สว
ที่มีที่มาแตกต่างกัน จึงทำให้เกิดปัญหาความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของ
สว
เมื่อ สว
มีปัญหามากมายเช่นนี้ จึงเกิดมีผู้ตั้งคำถามว่า แล้วยังสมควรที่จะให้มี สว
ต่อไปอีกหรือไม่??
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของ
สว ข้างต้นตามหลักการศึกษาแบบ Historical Approach แล้ว เห็นว่า สส นั้นเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่และเป็นตัวแทนพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์
(Manifesto)
และนโยบาย
(Policy) ที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพิจารณาร่างกฎหมายของ
สส จึงเป็นการพิจารณาในแง่ความต้องการของพื้นที่และนโยบายพรรค
ประกอบกับการจัดทำร่างกฎหมายของประเทศไทยยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน การพิจารณาร่างกฎหมายของ
สส จึงยังอาจไม่รอบคอบรอบด้าน ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันสังคมมีความสลับซับซ้อนมาก
การพิจารณาร่างกฎหมายจึงต้องพิจารณาในลักษณะองค์รวม (Holistic) ไม่อาจพิจารณาแบบแยกส่วนดังที่เคยเป็นมาในอดีตได้อีกต่อไป
ดังนั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า สว ยังคงมีความสำคัญสำหรับประเทศไทย
แต่มิใช่ในฐานะสภาพี่เลี้ยงเหมือนอย่างเช่นที่เคยเป็น หากแต่เป็น “สภาเติมเต็ม”
ที่จะช่วยพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สส ให้รอบคอบรอบด้านในทุกมิติตามหลักการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง
ๆ ของสังคมในการตรากฎหมาย
เมื่อ สว มิใช่สภาพี่เลี้ยง แต่เป็นสภาเติมต็ม สว
จึงต้องประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ หรือทำงานหรือเคยทำงานในด้านต่าง
ๆ อยากหลากหลาย ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงเห็นว่า การได้มาซึ่ง
สว ต้องแตกต่างไปจาก สส กล่าวคือ “ไม่ใช่ตัวแทนพื้นที่และไม่ใช่ตัวแทนพรรคการเมือง”
โดยเปิดกว้างให้ประชาชนสังคม (all walk of life) ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวและไม่มีความเกี่ยวพันกับฝ่ายการเมือง
สามารถสมัครเข้ารับเลือกเป็น สว ได้ สำหรับวิธีการเลือกนั้น
ให้ผู้สมัครเลือกกันเอง โดย กกต. อาจกำหนดให้มีการเลือกกันเองในกลุ่ม หรือเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มก็ได้เพื่อป้องกันการฮั้วกัน
โดยเลือกกันมาตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และสุดท้าย ให้ผู้ได้รับเลือกในแต่ละจังหวัดมาเลือกกันเองที่ส่วนกลางให้เหลือ
200 คน
นอกจากนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า การให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งนั้น ควรเป็นอำนาจของศาล
เพราะจะมีผลเป็นการตัดสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
ของบุคคลด้วย อีกทั้งการให้อำนาจเช่นนั้นแก่ สว
ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการแทรกแซง สว ในรูปแบบต่าง ๆ ดังนั้น จึงมิได้กำหนดให้ สว
มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป